More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  ✿.。♡.·°∴ ☆..·° z z Z ✿.。...PhotosProfileFriendsMore Tools Explore the Spaces community

๏[-ิ_•ิ]๏

View spaceSend a message
Occupation:
Age:
ไม่มีโรคประจำตัวมีแต่โรคประจำใจ...

✿.。♡.·°∴ ☆..·° z z Z ✿.。.:*.♡.·°∴ ☆..·°

✿.。.:*.♡.·°∴ ☆..·° ปอกเปลือกให้หัวใจ...ระบายสีให้ชีวิต ✿.。.:*.♡.·°∴ ☆..·°
September 02

เกิดมาทามไมกันหว่า

เกิดมาทามไมกันหว่า....บางคนว่าเกิดมาใช้กรรม แหง่ว เราว่ากรรมเก่าใช้ไปไม่ถึงไหน กรรมใหม่ก้อพอกพูน โอ้ววแม่เจ้า เฮ้อ
 
ช่วงนี้ค่อนข้างสับสนอลหม่านกับความคิดตัวเองนิดหน่อย ก้อแค่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี และจะทำดีหรือไม่ทำดี ทำแล้วได้อะไร ไม่ทำแล้วเสียอะไร ตายแล้วก็ไม่มีอะไรสักอย่างที่เป็นของเรา  เอ เกิดมาทำไมกันวะ...
 
อยากรวย แต่คิดไปคิดมา รวยแล้วได้อะไร  วะ!!!
 
ไม่อยากจน...อืมม์ แล้วจนนี่มันแตรงไหน...
 
พอดีเป็นคนปานกลาง ไม่จน ไม่รวย ไม่ลำบาก แต่ก็ต้องทามงานแมร่งทุกวี่ทุกวัน เบื่อ ไม่อยากเป็นลูกน้องใคร...เฮ้อ!!!
 
ปวดหัว..
May 06

หน้าฝนซะแล้ว

สวัสดียามเย็น...
 
เมื่อกี้ใช้คำนี้ทักเพื่อนในเอ็มเอสเอ็นแล้วรู้สึกว่า อืมม์ มันเข้าท่าเหมือนแฮะ ดูสุภาพ ปลอดโปร่งและอารมณ์ดี แหะๆ ไม่รู้จะอธิบายยังไง แค่รู้สึกดีที่ได้ใช้คำนี้ก้อเท่านั้นเอง แหง่ว!!! เพิ่งกลับมาจากกรุงเทพแล้วก้อถึงสระบุรีเมื่อตอนบ่ายโมง ไม่ได้อยู่ที่นี่หลายวันรู้สึกแปลกเหมือนกันที่กลับมา...มีคนบอกสงสัยพักนี้ชีพจรจะลงเท้าเรา เลยไม่ได้อยู่กับที่สักที เราก้อเลยตอบกลับไปว่า อืมม์ สงสัยชีพจรมันจะลงใจด้วย เพราะใจเราก้อไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเหมือนกัน...หุหุ พิมพ์ไปยิ้มไป ขำความน้ำเน่าอย่างได้ใจของตัวเอง
 
เลิกคุยกะเพื่อนในเอ็มและ รู้สึกรำคาญ ถามอยู่ได้ว่าไอ้รูปในดิสเพลย์น่ะมันรูปถ่ายที่ไหน เราบอกว่าไม่ใช่รูปเราก้อยังมาเซ้าซี้อยู่ได้ว่ารูปใคร จะไปรู้หัวป๊ะมันเหรอ...รู้มั้ยว่าทำไมต้องอารมณ์เสียกับเรื่องแค่นี้ ก้อเพราะรู้สึกว่าไอ้พวกนี้แม่งงี่เง่าสมองกลวง สนใจแต่รูปร่างหน้าตา...ไม่ได้มีปมด้อยอะไรนะ หน้าตาก้อพอไปวัดไปวากะคนอื่นเค้าได้ แค่รังเกียจพวกบ้าดารา บ้าหน้าตาพวกนี้ สนใจแต่สิ่งภายนอก เหอะ...ประสาท หงุดหงิดๆ จะว่าไปเราก้อประสาทเหมือนกันมานั่งโมโหใครก้อไม่รู้ที่ไม่มีค่าพอให้เราใส่ใจแม้แต่นิดเดียวด้วยซ้ำ
 
เข้าหน้าฝนแล้วเดินไปไหนมาไหนต้องระวัง พื้นเฉอะแฉะและละอองน้ำบางๆ ให้ความรู้สึกแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับหน้าร้อนและหน้าหนาว แต่ละคนคงรู้สึกไม่เหมือนกันและฉันก้อไม่อยากรู้สึกเหมือนใคร...วันนี้นั่งจามหลายรอบแล้ว เคยมีใครสักคนบอกว่า...เราจามเพราะว่ามีคนคิดถึงเรา...ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่า แต่เวลาจามทีไรก้ออดคิดไม่ได้ว่ามีใครบางคนกำลังคิดถึงเราอยู่จริงๆ ถ้ามันเป็นเรื่องโกหก ก้อคงเป็นเรื่องโกหกที่มีคนเชื่อมากที่สุดเลย(เหมาเอาว่าจะมีคนโง่อย่างเราเต็มไปหมด อิอิ)
 
เมื่อวานไปดูหนังกับอดีตแฟนชาวบ้านมา แต่ถึงจะเป็นอดีตแฟนชาวบ้านยังไงก้อยังไม่ได้เป็นเเฟนเราอยู่ดี...ดูหนังเรื่องสไปเดอร์แมน ภาค 3 ใครคิดเหมือนเราบ้างว่าภาคนี้มันน่าเบื่อ และพระเอกติงต๊อง คิดถึงแต่ตัวเอง เหมือนบ้าไปแล้วอ่ะ บ้าคำชื่นชม แต่ชอบตอนจบที่แฮรี่มาช่วย ชอบความสัมพันธ์ของเพื่อน ชอบตรงที่คำว่าเพื่อนไม่มีวันตาย และตัดไม่ขาดและก้อชอบตอนที่มนุษย์ทรายมาขอโทษแล้วพระเอกยอมให้อภัย...เราก้ออยากอภัยให้ทุกๆ คนที่เราโกดหรือทำให้เราโกด เพราะความโกดทั้งหลายมันก้อเหมือนไฟดีดีนี่เอง มันเผาใจเรา มันทำร้ายเรา ด้วยตัวของเราเอง...
 
ดูหนังเสร็จก้อ เอ เรากินก่อนดูหนังนี่เนอะ กินอาหารญี่ปุ่นที่โออิชิ เอ๊กเพรสมา อิ่มอร่อยแบบทรมาน มันจาอ้อกออกมาเสียให้ได้ แต่เราถือคติว่ารักตัวเองดีกว่าเสียดายตังค์ อิ่มแบบพอดีๆ ดีกว่ากินเข้าไปมากๆแล้วรู้สึกย่ำแย่(กว่านี้) แต่...รู้สึกว่าน่าจะกินมากกว่านั้นตอนที่หนังจบนี่สิ มันดันรู้สึกท้องว่างขึ้นมาซะเฉยๆ เหมือนเรากินน้อยเกินไป ซะงั้น ดูหนังจบแล้วแข่วก้อมาส่งที่เสาวรีย์ แล้วเราก้อต้องมาเดินคิดอีกว่าเราจะไปไหนดี แล้วก้อเดินขึ้นรถแบบยังไม่ทันตัดสินใจแน่นอนไปเมเจอร์ปิ่นเกล้า(ท่าจะดีกว่า) แล้วก้อดีกว่าจริงๆนั่นแหละ ถึงตอนสามทุ่มพอดี รอฮุ้งจนสามทุ่มครึ่งเลิกงานก้อกลับหอที่ศิริราช แล้วก้ออาบน้ำ โทรศัพท์และก้อดูหนังเรื่องฮัลนิบาล(เขียนไงว้า!!) จบไปแผ่นเดียว แล้วง่วงจัดนอนตอนเที่ยงคืนครึ่งมั้ง ตื่นไปรับหม่าม้าฮุ้งตอนเช้าจัดๆ ไม่ได้ดูนาฬกาอ่ะว่ากี่โมง แล้วก้อกลับมานอนต่อจนเกือบเก้าโมง อาบน้ำไปกินบะหมี่เป็ดร้านเสริมกี่ อร่อยมั๊กๆ อยู่ในลิสต์ในดวงใจเราเลยนะเนี่ย แล้วก้อขึ้นรถกลับสระบุรี มาถึงตอนบ่ายโมง อยู่เวร ไม่มีคนไข้เลย สบาย สุดๆ
 
แล้วเรื่องราวก้อจบลงด้วยประการฉะนี้แล อ่อ คิดถึงใครบางคนที่คุณก้อคงรู้ว่าคือใคร ส่วนฉันรู้ดีแก่ใจเสมอ อุอุ
 
 
April 29

ระหว่างทาง

หนทางของใครบางคนแสนยาวไกล
หนทางของฉันก้อเช่นกัน...ยาวไกลจนฉันมองไม่เห็นว่าสุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไร
 
ใครบางคนเป็นจุดหมายของใครบางคน
ใครบางคนกำลังเดินทางเพื่อค้นหาใครบางคน
ใครบางคนเฝ้ารอใครบางคนมาค้นพบ!!
 
แต่ฉันทั้งไม่รอคอยและไม่ค้นหา
เหนื่อยกับการค้นเจอ...ตัวไม่จริง
เบื่อกับการรอคอยที่...เวิ้งว้าง
อยู่อย่างเงียบหงอยในร่องรอยความทรงจำ..ดีกว่า
 
มีคำถามว่าตอนนี้ไม่มีใครจริงๆ เหรอ???
คำตอบอาจจะงงสักนิดนึง...ก้อมีแต่ไม่ใช่ของเรา
...จุดหมายของเค้าไม่ใช่คนอย่างฉัน
และคนที่เค้ารอคอยก้อไม่ใช่ฉัน...
เพียงพอหรือยังที่จะตอบคำถาม
 
ถามว่าฉันรู้สึกอย่างไรที่สำหรับเค้านั้น
ฉันเป็นได้เพียง "ระหว่างทาง"
 
ไม่รู้เหมือนกัน ฉันไม่อยากโกหกว่าฉันไม่เป็นอะไร
แต่ฉันก้อไม่อยากโกหกเหมือนกันว่าฉันกำลังเสียใจ
แท้จริงแล้วฉันกำลังรู้สึกอะไรนะ...
 
...พอใจที่จะทำอย่างนี้
...พอใจที่จะเป็นแค่นี้
...พอใจที่จะอยู่เพื่อเค้าอย่างนี้
...พอใจที่จะรับรู้สักวันทุกอย่างจะจบสิ้นลง
จบลงเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น เป็นเหมือนสายลม
พัดมาแล้วจากไป...ไม่มีอะไรควรค่าแก่การจดจำ
นั่นสำหรับเค้านะ ไม่ใช่สำหรับฉัน...
 
----------------------------------------------------
 
วันนี้อากาศชื้นๆ คงมีฝนตกไกลๆ ไม่ที่ใดก้อที่หนึ่ง
ฉันนั่งเหงาๆ อยู่คนเดียว วันนี้ต้องยอมรับกับตัวเอง...เหงาอีกแล้ว
...ไม่รู้จะโทษใครที่ฉันไม่รู้จะทำอะไรในตอนนี้
อันที่จริงก้อเพิ่งกลับจากดูหนังมา...น่าจะร่าเริงกว่านี้สิ
แต่ไหงเหงาก้อไม่รู้...
 
 
 

ณ บ้านกลางอ่าว

ไม่ได้อัพบล๊อกเสียนาน ที่จริงมีอะไรอยากอัพตั้งเยอะแยะ แต่...
 
เมื่อวันก่อนมีโอกาสได้ไปบ้านกลางอ่าว ที่ จ.ประจวบอีกครั้งกับที่โรงพยาบาล ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่ไปที่นี่ และก้อเป็นครั้งที่ 2 อีกเหมือนกันที่ไปทะเลแต่ไม่ได้แตะน้ำทะเลแม้แต่นิดเดียว...แต่แค่ได้มองความยิ่งใหญ่ผ่านสายตาคู่เล็กๆ ก้อน่าจะเพียงพอกับการที่จะพูดว่า "ฉันไปทะเลมา"  
 
เพื่อนๆ ที่ทำงานตื่นเต้นกันใหญ่กับสีเขียวใสและหาดทรายขาวสะอาดของทะเลที่นี่ มีเสียงพูดชื่นชมไม่หยุดปากว่า สวยเนอะ สวยมากๆ...ฉันได้แต่อมยิ้มและตอบเบาๆ "อืมม์ สวย" ไม่ได้รู้สึกมีอารมณ์ร่วมแต่อย่างใด ออกจะรู้สึกเฉื่อยๆ เนือยๆ ด้วยซ้ำ แต่ยังไงก้อแอบโล่งใจนะที่ความสวยของทะเลทำให้ทุกคนลืมความยาวนานและความทรมานจากการนั่งรถ ไม่งั้นพวกเซอร์เวย์เละแน่ๆ นี่ล่ะมั้งที่เค้าว่า...คุ้มค่ากับการเดินทาง
 
ทริปนี้เป็นทริปที่ฉันไม่ค่อยสนุกเท่าไร ไม่ใช่ว่าโดนบังคับให้ไปแต่เพราะจุดประสงค์ของการไปนั่นแหละมันทำให้รู้สึกหดหู่...ก้อจะให้ยิ้มได้ยังไงในเมื่อรู้ว่าสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าคือ "การเปลี่ยนแปลง" ถึงจะรู้อยู่แล้ว ถึงจะรู้มานานแล้ว ถึงจะเตรียมใจไว้แล้ว แต่มันก้ออดไม่ได้ที่จะรู้สึก...
 
งานนี้เป็นงานเลี้ยง "อำลา" ฉันรับผิดชอบร้องเพลงตอนพิธีอำลาเหมือนทุกทุกครั้ง จะต่างกันก้อตรงที่ครั้งนี้ฉันขันอาสาเองโดยไม่มีใครโยนให้และครั้งนี้ฉันตั้งใจจะทำให้ดีที่สุด ทุกๆ ปีจะมีการโยกย้าย อย่างน้อยหนึ่งครั้ง ฉันน่าจะชินกับงานอย่างนี้...ที่จิงก้อเริ่มชินแล้วหละ ชินที่จะพูดคำร่ำลาและขอให้เค้าโชคดี ชินที่จะมองคนรู้จักเดินจากไปและไม่ร้องไห้...คืนนั้นฉันก้อไม่ได้ร้องไห้ แต่ฉันว่าที่ฉันไม่ได้ร้องไห้เพราะฉันต้องร้องเพลงต่างหาก ถึงฉันจะไม่ได้ร้องไห้แต่มันก้อไม่ได้หมายความว่าฉันไม่รู้สึกอะไร...ฉันออกจะรู้สึกโหวงเหวงกว่าทุกทีด้วยซ้ำ คืนนั้นฉันร้องเพลงเศร้าๆ ที่มีความหมายถึงการร่ำลาหลายเพลง ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่าแต่ฉันว่าฉันร้องเพลงได้ดีกว่าทุกทุกวันที่ฉันเคยร้องเลยแหละ...
 
ฉันก้อแค่หวัง...คนฟังอาจจะรับรู้ได้บ้างว่า
...ฉันฝากคำอำลามากับเสียงเพลง
...ฉันฝากความรู้สึกมากับทุกถ้อยคำที่ขับร้อง
...ทุกข้อความคล้ายๆ จะเป็นคำสัญญาที่ให้
...ระหว่างคนไปและคนอยู่...
 
ค่ำคืนนั้น...
ฉันไม่รู้ว่ามีใครเสียน้ำตาบ้าง...
ฉันไม่รู้ว่าจะมีใครรู้สึกเศร้าใจเหมือนฉันมั้ย
ฉันไม่รู้ว่าจะมีใครรู้สึกเหงาๆ เหมือนฉันมั้ย
ฉันไม่รู้ว่าจะมีใครรู้สึกสูญเสียอะไรไปอย่างฉันรึเปล่า
 
ที่ฉันรู้คือเรื่องต่อจากคืนนั้นต่างหาก...
อยากรู้ว่าฉันรู้อะไรก้อต้องลองให้คนชิดใกล้หายไปสักคนสองคนสิ
 
 
 
 
 
 
April 23

ลึกซึ้งและซับซ้อน

ถามตัวเองว่า...รักเค้าหรือยัง
ตอบไม่ได้ไม่มีคำตอบที่เหมาะสมสำหรับคำถามที่ยากเกินไป
แล้วถามว่า...มันยากตรงไหน
 
ก้อตรงที่ไม่เข้าใจคำถาม และไม่เข้าใจตัวเองไง
รักต้องเป็นแบบไหน...แล้วรักต่างจากชอบยังไง
 
ที่ผ่านมาไม่เคยต้องตั้งคำถาม...แค่ทำตามหัวใจ
แต่ตอนนี้โตแล้วมีอะไรมากมายทำให้รักไม่ง่ายเหมือนเมื่อวาน
 
เหตุและผลเริ่มมีอิทธิพลเหนืออารมณ์และความรู้สึก
...บางทีฉันก้อไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันรู้สึกยังไง
คำว่าเหตุผลมันยิ่งใหญ่จนทำให้กลบหัวใจตัวเอง
 
เดินตามท่วงทำนองของคนอื่น คิดอ่านตามคำว่าถูกต้อง
ปิดบังอำพรางสิ่งที่ต้องการจนกระทั่งวันหนึ่งไม่รู้ว่า
             "ตัวเองอยากได้อะไร"
 
ถ้าตัดคำว่าเหตุผล ความถูกต้อง และสายตาของคนอื่นออก
ฉันอาจจะมีคำตอบสำหรับคำถามว่า "ฉันรักเค้าหรือยัง"
 
 
 
 
 
April 20

ขอให้รักจงเจริญ

ใครเข้าใจความรักบ้าง...ยกมือขึ้น!!!!
 
เฮ้อ!! แค่ให้รู้จักยังยากเลยแล้วนี่จะให้ถึงกับเข้าใจ...ยากเกินไปรึเปล่า
มนุษย์ตัวน้อยกับหัวใจดวงจ้อยจะเอาอะไรไปอธิบายคำที่ยิ่งใหญ่อย่างนั้น
 
ฉันเคยคิดว่าฉันเข้าใจ...แต่วันนี้ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กโง่
คำว่ารักทำให้ฉันรู้สึกไร้เดียงสาทุกครั้งที่พยายามอธิบาย...
 
ฉันเพียงบอกได้ว่าฉันเคยพบมันนะ
...ความรัก...
แต่ฉันไม่ค่อยเข้าใจมันสักเท่าไร
 
เคยได้ยินมั้ย "รักเล็กๆ แต่มหาศาล"
 
ความรักมีเหตุผลในตัวมันเอง...
เป็นคำที่ไม่ต้องการสิ่งใดหรือถ้าจะพูดให้ถูกคือ
...ไม่มีสิ่งใดมาจำกัดความหมายของมัน
คำอธิบายสั้นๆ ไม่เพียงพอกับสิ่งที่มันเป็น
 
--------------------------------------------------------------
 
ไปดูหนังมาเมื่อวันเสาร์...
ฝันร้ายนิดหน่อยตอนกลางคืนวันศุกร์ เลยคิดว่าวันเสาร์อาจจะซวยๆ
และก้อซวยจริงๆ แค่นิดหน่อยเท่านั้นแหละแต่ก้อเล่นเอาเมื่อย
ก้อแค่ไฟไหม้ที่มาบุญครอง ชั้น 7 ที่เราจะไปดูหนังพอดี เฮ้อ!!
รู้สึกผิดหวังกับระบบรักษาความปลอดภัยที่นี่ แต่ช่างเถอะ ไม่เกี่ยวกะเรา - -*
 
ดูหนังเรื่อง Me Myself ไม่ได้ทำให้รู้จักใครมากขึ้นแต่ทำให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น
เข้าใจว่าไง...อืมม์ไม่รู้เหมือนกัน แค่คิดได้ว่าเราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง
เพียงเพื่อที่จะให้ใครมารัก...
 
ถ้าเค้าไม่ได้รักใน"สิ่งที่เราเป็น" เค้าก้อไม่ควรจะรักเรา
ถ้าเค้ารักใน "สิ่งที่เราทำ" สักวันเค้าจะเลิกรักเรา
"สักวัน" ที่เราเหนื่อยที่จะทำในสิ่งที่เค้ารัก
 
 
 
 
 
 
April 19

ฟ้าครึ้มๆ

ความรู้สึกยังคงครึ้มๆ ทอดทอต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อวันวานอย่างไม่ขาดสาย ทับถมทำหัวใจให้ไหวหวาด...ยังคงอยากหลับตาประทับอารมณ์เหล่านั้นไว้ แต่ก้อไม่ลืมบอกใจ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอยู่จริง มันเป็นความฝันที่อ่อนหวานและทรมานมากที่สุดเท่าที่ความทรงจำฉันได้บันทึกไว้ในวันเวลาที่พริ้วผ่าน
 
จะมีใครเข้าใจฉันมั้ย...
 
เฮ้อ!!!
 
จะทำยังไงไม่ให้อ่อนไหวไปกับสิ่งที่ไม่มีอยู่...
จะอยากได้ทำไม...อะไรที่ไม่ได้มีไว้เพื่อเรา
จะอยากรู้สึกทำไมในเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นได้แค่เพียงเงา
จะจดจำเอาไว้ทำไมในเมื่อสุดท้ายคนที่จำได้...จะเหลือแค่เพียงเรา
 
ความว่างเปล่า...ยังคงเบ่งบานตระการตารอเวลาฉันกลับไปชื่นชมเสมอ
 
ทำไมนะความฝันกับความเป็นจริงมันถึงต้องขัดแย้งกัน
...ยิ่งฝันดีเท่าไรความเป็นจริงยิ่งโหดร้ายมากเท่านั้น
 
แล้วทำไมใครๆ ยังอยากจะอยู่แต่ในโลกแห่งความฝัน
ฉันไม่เข้าใจใครๆ เท่าๆ กับที่ฉันก้อไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
 
ความจริง ความฝัน ความจริง ความฝัน ความจริง ความฝัน ความจริง ความฝัน .....!!!
 
 
 
 
 
 
 
April 18

สับสนและซับซ้อน

ฉันไม่รู้ว่าเพราะอากาศร้อนหรือเพราะใครบางคนที่ทำให้ฉันออกอาการสับสนและมึนงง
ทั้งที่อยากยิ้มแต่ในใจลึกๆ กลับทักท้วง...ทุกสิ่งอย่างยังคงว่างเปล่า
 
จะให้ยิ้มกับอะไร จะให้มีความสุขกับเรื่องอะไร
กลิ่นหอมๆ กับอ้อมกอดอบอุ่น หรือคำพูดอ่อนโยน
ไม่รู้สำหรับใครบางคนมันมีความหมายบ้างรึเปล่า
แต่สำหรับฉันสิ่งต่างๆเหล่านั้นมันมีค่ามากมาย
และ...มันกำลังทำให้ฉันสับสน
 
...ทั้งรู้สึกดีและรู้สึกว่างเปล่า
 
ใครจะรู้ว่าอ้อมกอดเล็กๆ ของใครบางคนจะแสนอบอุ่น
ใครจะรู้ว่าคำปลอบโยนของใครบางคนจะแสนอ่อนหวาน
 
ใครบางคนที่ดูเหมือนจะไม่เคยจริงจังกับเรื่องอะไร
และดูเหมือนจะไม่เคยใส่ใจกับความรู้สึกของใครเลย
แต่ใครบางคนนั้นกลับทำให้ฉันรู้สึกตัวว่าฉันยังไม่รู้จักเค้าดีพอ
อย่างน้อยฉันก้อไม่เคยรู้ว่าความเป็นเค้าอ่อนโยนมากเพียงใด
 
ใครบางคนคนนั้นจะรู้บ้างมั้ย
สิ่งที่เค้าให้...ทำให้ใครอีกบางคนหวั่นไหวกว่าวันวาน
 
อยากจะเก็บความรู้สึกอบอุ่นนั้นไว้แต่จะทำได้อย่างไร...มันอ่อนบาง แผ่วจาง
และในความเป็นจริงสิ่งเหล่านั้นมันว่างเปล่า
 
 
 
 
 
April 15

ของขวัญ

ดึกแล้ว..แต่ก้อยังไม่ดึกพอที่จะนอนและก้อยังไม่ดึกพอที่จะโทรหาใครบางคน
ซึ่งป่านนี้อาจจะกำลังคิดถึงฉันบ้างนิดหน่อย..แต่ก้อคงแค่นิดเดียวเท่านั้นจริงๆ
 
วันว่างๆ ของฉันถูกทำให้เต็มด้วยการนอน และก้อนอน
อ่านหนังสือบางเล่มที่อยากอ่านและ..จดจำข้อความบางข้อความที่น่าจดจำ
 
...อันที่จริงแล้ว ชีวิตนั้นเต็มไปด้วยของขวัญ
แต่ของขวัญจำนวนมากกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่า
เพราะว่าคนส่วนใหญ่มองไม่เห็นว่ามันเป็นของขวัญ...
 
ประโยคหนึ่งในหนังสือที่เขียนโดยเคนเน็ธ ฮอลล์
เด็กอายุ 10 ขวบที่เป็น Asperger Syndrome 
 
ฉันชอบที่เค้าเขียนและก้อรู้สึกว่าเค้าคิดอะไรได้ลึกซึ้งกว่า
ใครหลายคน อย่างน้อยก้อฉันคนนึงล่ะที่คิดไม่ได้อย่างเค้า
 
 
-----------------------------------------------
 
เวลาเราให้ของขวัญกับใครสักคนแล้วเค้าไม่รู้สึกว่ามันเป็นของขวัญ
 
เรา...ควรจะรู้สึกอะไรมั้ย
 
เพราะอะไรทำไมของขวัญบางชิ้นจึงมีค่า
และเพราะอะไรของขวัญบางชิ้นถึงไม่มีความหมาย
 
 
 
 
 
 
April 14

เรื่องเล่าจากความคิดถึง

วันนี้...
 
ให้ตายเถอะฉันไม่ชอบการเริ่มเล่าเรื่องอะไรสักอย่างด้วยคำสามัญประจำชาติอย่างคำว่า "วันนี้" เอาเสียเลย ฉันรู้สึกว่ามันเป็นคำที่ใครๆ ก้อใช้ แต่ฉันไม่อยากเหมือนใครๆ ฉันอยากที่จะแตกต่าง แต่ฉันจะแตกต่างอย่างเป็นตัวของตัวเองได้อย่างไรในเมื่อฉันก้อเรียนรู้มาเหมือนคนอื่น และอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกับคนอื่นๆ มาทั้งชีวิต เฮ้อ!!! เอาเถอะยังไงซะมันก้อเป็นเรื่องเล็กน้อยที่กวนใจฉันมาตั้งแต่วันแรกๆ ที่ฉันเริ่มเขียนบันทึก...
 
ก้อคิดดูสิ วันแรกที่ฉันจรดดินสอหรือปากกาลงไดอารี่...ฉันแน่ใจว่าคำแรกที่เขียนลงไปคงไม่ใช่คำอื่นใดนอกจากคำว่า "วันนี้" วันที่สอง ที่สาม และที่สี่ฉันก็คงจะเริ่มบันทึกแต่ละวันด้วยคำที่มันไม่ต่างไป ฉันรู้สึกว่าฉันไม่มีความคิดและงี่เง่า...มากขึ้นๆ เท่าจำนวนวันและจำนวนครั้งที่ฉันเขียนคำว่า "วันนี้" ลงไป แน่นอนว่าเดี๋ยวนี้ฉันก้อยังเริ่มต้นเขียนอะไร ๆ ด้วยคำนั้นในบางครั้ง บางครั้งที่ฉันรู้สึกขี้เกียจและสมองกลวง...แต่รู้อะไรมั้ย การเริ่มต้นบันทึกแต่ละวันด้วยคำที่ฉันไม่ค่อยชอบนี้มันก้อมีส่วนที่ดีเหมือนกัน...ก้อมันเป็นคำสามัญที่จะหาเรื่องอะไรมาใส่ก้อได้ เป็นคำที่ทำให้สมองของฉันลื่นไหลยังกะใส่น้ำมันหล่อลื่นเลยเชียวแหละ
 
...
 
คุณเคยคิดถึงมั้ย...
 
เคยคิดมั้ยว่าความคิดถึงมีหลายแบบและหลายขนาด...ซึ่งอย่ามาถามฉันนะว่ามันมีกี่ขนาดและกี่แบบเพราะฉันไม่ได้เชี่ยวชาญด้านการคิดถึงขนาดนั้น(พอพูดถึงเรื่องให้บอกจำนวนที่แน่นอนขึ้นมาฉันก็เลยพาลนึกไปถึงพนักงานร้านหมูกะทะคนหนึ่งขึ้นมาได้ ที่จิงมันไม่เกี่ยวกับเรื่องคิดถึงของฉันเลยสักนิด เอหรือจะเกี่ยวเพราะฉันก้อคิดถึงเค้า...แปร่วว วันก่อนโน้น หลายวันแล้วหละฉันและชาวคณะ(เดอะแก๊งค์) ก้อไปกินมื้อเย็นด้วยกันตามปกติ แล้ววันนั้นฉันก้อสั่งข้าวผัดจานใหญ่ ฉันถามพนักงานของร้านว่า จานใหญ่เนี่ยมันกินได้กี่คน...เค้าก้อตอบว่า "หลายคน" ฉันก้อหงุดหงิดฉันอยากได้คำตอบเป็นจำนวนที่แน่นอนตายตัว ไม่ใช่คำพูดรวมๆ ที่ไม่กระจ่างแจ้ง ฉันถามไปเสียงแข็งๆ ว่าหลายคนน่ะมันกี่คน เค้าก้อตอบมาอีกว่า "หลายคน" อืมม์ ตอนนั้นฉันโกดเค้านะ ฉันไม่รู้ว่าเค้ากวนโมโหฉันหรือว่าฉันกำลังอารมณ์ไม่ดีกันแน่ ถึงได้ทำให้ฉันทำตัวแย่ๆ แบบนั้น กลับมาถึงบ้านฉันก้อได้คิด บางสิ่งมันก้อบอกได้แค่เพียงมากมายแต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเท่าไร ไม่สามารถนับได้เป็นจำนวนทางคณิตศาสตร์ วันนั้นฉันหงุดหงิดแต่วันนี้ฉันอยากขอโทดเค้า น่าเสียดายที่ฉันจำไม่ได้เสียแล้วว่า...ใครคนนั้นที่โดนฉันวีนแตกน่ะคือคนไหน เฮ้อ!!!)
 
 
เอาล่ะมาเข้าเรื่องอารมณ์เฟื่องของฉันกันดีกว่า ใกล้หมดเวลาคืนนี้แล้ว...และก้อคงใกล้หมดเวลาของฉันด้วย(สำหรับคืนนี้น่ะ)
 
ตลอดชีวิตของฉัน ฉันบอกไม่ได้ว่าฉันใช้เวลาในการคิดถึงไปมากมายเท่าไร บอกได้แค่มากมายเหลือคณานับ มันอาจจะไม่มากมายเท่าเวลาที่ฉันมีชีวิตอยู่แต่มันก้อคงมากกว่าเวลาที่ฉันทำตัวมีประโยชน์แหละมั้ง...ฉันจำไม่ได้แล้วหละว่าฉันเคยคิดถึงใครหรืออะไรมาบ้าง จำได้แค่เลือนลางในบางโอกาสที่ความคิดถึงมันฝากร่องรอยไว้ให้จดจำ
 
ที่ฉันรู้แน่ชัดก้อคือปัจจุบัน วันนี้ ตอนนี้ ฉันกำลังคิดถึงใครคนหนึ่ง...มากมาย ฉันรอเวลามาเป็นวันๆ เพื่อที่จะโทรหาเค้าตอนที่เค้าว่าง ตอนที่เค้ามีเวลาสำหรับฉันบ้าง เมื่อชั่วโมงที่แล้วฉันบอกตัวเองว่าฉันจะไม่รอต่อไปแล้ว วินาทีก้อยังนานเกินไปที่จะให้กับคำว่ารอคอย... แต่คุณเชื่อมั้ยนี่ฉันรอเค้ามาหนึ่งชั่วโมงแล้ว ถามว่าทำไมถึงรอได้...ก้อเค้าบอกให้รอ(ไม่อยากจะบอกเลยว่าหมั่นไส้คนปลายสายมากมายเท่าไร ใช่สิถือว่าตัวเองเป็นต่อ ก้อเค้ารู้นี่ว่ายังไงฉันก้อยอม..."ไม่รู้แหละ...ถ้าอยากคุยก้อต้องรอได้" เออเนอะ...ที่เค้าพูดไม่ผิดเลยสักคำ
 
ฉันไม่รู้ว่าฉันคิดถึงเค้าเพราะอะไร ฉันไม่รู้สักนิดเดียวว่าที่ฉันเป็นอยู่ตอนนี้เรียกว่าคิดถึงหรือเปล่า...ก้อฉันแค่อยากได้ยินเสียงเค้า อยากฟังเสียงเค้า อยากกวนโมโหเค้า อยากต่อล้อต่อเถียงเค้าและอยากทำอะไรอีกมากมาย...อยากจะรู้ว่าเค้าทำอะไรอยู่และอยากจะรู้...เค้าคิดถึงฉันบ้างมั้ย ไม่เคยสักครั้งที่ฉันจะถามเค้าออกไปอย่างจริงจัง แต่ยังไงซะฉันก้อคิดว่าฉันรู้ถึงเค้าไม่เคยบอก...เค้าไม่เคยคิดถึงฉันเลย
 
เมื่อคืนห้ามตัวเองแทบตายไม่ให้โทรหาเค้า สำเร็จแต่ก้อแค่คืนเดียวเท่านั้นที่ฉันชนะใจตัวเอง เค้าจะรู้มั้ยว่าฉันรู้สึกเหมือนขาดอะไรไป แค่ไม่ได้บอก "กู๊ดไนท์" และ "ฝันดีนะ" เหมือนทุกๆ คืน
 
-------------------------------
 
ฉันรู้ๆ ที่ฉันทำมันเกินคำว่ามากมายมาไกลโข แต่ฉันไม่รู้ว่าฉันจะหยุดมันได้อย่างไร ฉันจะหยุดความรู้สึกที่มีได้อย่างไร...
 
 
 
April 11

บันทึกเรื่องเก่า

หลายวันที่ไม่ได้บันทึกอะไรลงในสมุดที่ว่างเปล่าเล่มนี้...ใช่ว่าจะไม่ได้บันทึกอะไรลงไปในชีวิต นิสัยขี้เขียนของฉันทำสมุดหลายเล่มเลอะเทอะไปด้วยเรื่องราวหลาหลาย ก้อแค่กลัวมันจะหาย...เลยต้องเอามาจดไว้ในอากาศ...
 
วันที่ 6 ก.พ. 2550
 
วันนี้เป็นวันที่คนไข้เยอะแยะมากมาย ทำๆไปก้อเพลินๆดี ไม่ได้ไปกินข้าวเที่ยงกับเพื่อนๆเพราะทำคนไข้ไม่เสร็จเลยต้องกินคนเดียว ความรู้สึกวันนี้ก้อไม่มีอะไรแค่บันทึกเอาไว้ว่าถอนใจเบาๆ เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองค้นหา...
 
...อยากได้...
...อยากให้...
 
หรืออยากจะทำอะไร...
 
ก้อแค่มันรู้สึกโหวงเหวง ว่างๆ แค่คิดว่าสักวันนึงสิ่งที่ฉันกำลังพยายามทำอยู่นี้มันจะหายไป มันจะแค่เพียงสิ่งที่ไม่มีใครจำได้ ก้อรู้สึกเหงาๆ ขึ้นมา แต่ก้ออย่างว่าไม่มีใครรู้พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร พรุ่งนี้ยังคงลึกลับซับซ้อนและสุดคาดเดาเสมอ ก้อใครจะไปบอกได้ว่า "พรุ่งนี้" จะมีเรื่องไหนมาเติมเต็ม
 
ฉันก้อแค่เตือนตัวเองว่าสนใจแต่สิ่งที่สัมผัสได้ไม่ดีกว่าเหรอ ต่อจากนี้จะเป็นยังไง ก้อสุดแต่ใครจะกำหนดมา เราทำพรุ่งนี้ไม่ได้ เราแก้ไขเมื่อวานก้อไม่ได้ แต่ตอนนี้ขณะนี้สิที่อยู่ในกำมือเรา...ถอนใจเบาๆอีกครั้ง เฮ้อ!!!
 
-----------------------------------------------
 
วันที่ 19 ก.พ. 2550
 
อากาศร้อนอบอ้าวเหมือนเคย เมื่อไรเมืองไทยจะมีหิมะบ้างก้อไม่รู้
 
พักนี้หัวใจขี้น้อย...สงสัยไม่ค่อยมมีใครสนใจเลี้ยงดู เบื่อมันจังทำไมต้องตัวเล็กก้อไม่รู้ อยากจะจายหย่ายยย อยากจะจายกว้าง อยากจะไม่รู้สึกอะไรบ้างแต่มันทำยากจัง ยังคงเหงาทั้งที่มีเค้าให้จูงมือ...
 
-------------------------------------------------
 
วันที่ 20 ก.พ. 2550
 
เหนื่ย T--T อยากอยู่เฉยๆ อยากจะหยุดเพื่อใส่ใจตัวเองบ้าง...ทำอะไรไปเท่าไรก้อเหมือนไม่มีค่าเลย จิงอยู่ที่ไม่ได้ต้องการอะไร ไม่ได้คิดจะให้ต้นไม้ที่ปลูกไว้มันเติบโต แค่อยากจะเห็นดินที่ชุ่มชื้นบ้างจากหยดน้ำที่เฝ้าเทรดลงไปทุกวัน แต่ยิ่งรดเหมือนมันยิ่งแล้ง
 
....แผ่นดินที่เรียกว่าหัวใจ....
ต้องรดด้วยอะไรถึงจะไม่สูญเปล่า
 
เค้ายังเจ็บและเสียใจในเรื่องเดิมๆ ส่วนฉัน...คงไม่ต้องบอกว่าเกิดอะไรขึ้น ก้อแค่หมดแรง...
ก้อแค่อยากให้เค้าเลิกร้องไห้...ฉันหวังมากไป งั้นใช่มั้ย??
 
คุยกันทุกๆครั้งยังสัมผัสถึงคนปวดร้าว...ถามว่าเจ็บไหมที่รู้ที่เห็นว่าเค้าเจ็บ
ไม่รู้จะตอบยังไง ก้อแค่แอบเจ็บในใจอยู่ทุกครั้งที่ได้ฟังและได้ยิน
แต่มันทำอะไรไม่ได้ ต้องยอมรับกับตัวเองว่า ฉันไม่สำคัญพอที่จะทำให้เค้ารู้สึกดีขึ้นมา
ฉันไม่ใช่คนที่จะทำให้เค้าหยุดร้องไห้ได้...เจ็บปวดจัง
 
สงสารเค้า...และสงสารตัวเอง
 
-------------------------------------------------
 
วันที่ 24 ก.พ. 2550
 
ใครคนหนึ่งทุ่มเทเพื่อที่จะได้เป็น "คนที่เค้ารัก"
ในขณะที่ใครอีกคนหนึ่งทุ่มเทเพื่อจะได้เป็น "คนที่รักเค้า"
 
รู้ใช่มั้ยว่าฉันคือคนไหน...?
 
แต่ช่างเถอะเพราะไม่ว่าจะทุ่มเทเพื่ออะไร สุดท้ายเราก้อคงเป็นได้แค่คนที่เจ็บปวดเหมือนกัน
 
...ใครคนหนึ่งเจ็บปวดเพราะ...เค้าไม่รัก
กับใครอีกคนหนึ่งเจ็บปวดเพราะ...รักเค้า
 
รักแล้วทำไมต้องเจ็บ ถามตัวเองซ้ำๆ รักแล้วห่วงไย รักแล้วต้องการอะไรมากกว่าได้รัก...อืมม์ ตราบใดที่รักยังคงคือการให้ ตราบนั้นจะไม่มีวันผิดหวัง แต่ถ้าคำนิยามมันเปลี่ยนไปก้อเตรียมหัวใจเอาไว้ได้เลย...รู้อะไรมั้ย ฉันว่า ฉันคงไม่เก่งพอที่จะไม่เจอกับคำว่าเสียใจหรอก...ตั้งใจไว้ จะรักเพื่อให้เธอมีความสุข แต่กลับลืมคิดไป ยิ่งรักมากเท่าไร ยิ่งทำให้หัวใจคับแคบลง อยากฉุด อยากดึง อยากรั้งเธอเอาไว้..แต่ก็รู้รักของฉันจะทำให้เธอลำบาก
 
-----------------------------------------------
 
วันที่ 4 เม.ย. 2550
 
เมษายน เดือนแห่งความร้อนระอุ ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะผ่านหน้าร้อนอย่างนี้มาได้ถึงปีที่ 25 ของชีวิต และเป็นปีที่ 25 ของการหายใจอยู่บนโลกที่ฉันเองก้อชักจะไม่แน่ใจว่ามันแบนหรือกลม
 
วันนี้เป็นหนึ่งในหลายๆวันที่ฉันรู้สึกแย่ ชีวิตดูยุ่งหยิงและทำให้ฉันเหน็ดเหนื่อยกับการฟังเสียงหัวใจของตัวเองเต้นตุบตับนับไม่ได้ว่ากี่ครั้งต่อนาที อยากจะหลบอากาศร้อนและผู้คนมากมายที่ฉันรู้จักและเสมือนเคยรู้จักไปให้ไกลแสนไกล...ทำไมฉันต้องมีหัวใจด้วยนะ
 
ทำไมโลกใบนี้ถึงต้องมีคำว่าผูกพันธ์และทำไมโลกใบนี้ต้องทำให้ฉันรู้จักและคุ้นเคยกับมัน
 
ผูกพันธ์เพื่อที่จะรู้ว่าไม่มีสิ่งใดจีรังยั่งยืน
ผูกพันธ์เพื่อที่จะรู้จักคำว่าเจ็บปวดเมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไป
ผูกพันธ์เพื่อที่จะรู้ว่าคำว่าเสียดายมันทำให้เสียใจเพียงไหน
 
พรุ่งนี้อากาศคงร้อนเหมือนเคย หรืออาจจะร้อนมากกว่า เอ หรืออีกบางทีมันอาจจะไม่มีความร้อนเลยก้อได้
ฉันไม่รู้ เหมือนกับที่ใครๆก้อคงไม่รู้นั่นแหละ...แต่ยังไงซะดินฟ้าอากาศก้อดูจะเข้าใจง่ายกว่าคนที่ฉันคิดว่ารู้จักคิดว่าเข้าใจตั้งเยอะแยะ
 
ฉันไม่รู้ว่าฉันเลิกคาดหวังที่จะให้อะไรๆไม่เปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่เมื่อไร
...ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร
ก้อแค่จ็บ ก้อแค่เข็ด และก้อแค่กลัว
 
ประสบการณ์สอนให้ฉันเข้าใจคำว่า "อย่าคาดหวัง จะได้ไม่เสียหวัง"
 
 
-----------------------------------------------
 
 
 
 
 

สงกรานต์กบาลแฉะ

วันนี้เป็นวันเกือบสงกรานต์ของไทย....เอ ฉันพูดอะไร งง ๆ รึเปล่า ก็วันนี้ยังไม่ใช่วันสงกรานต์แต่ก็ใกล้ ใกล้มากๆน่ะ เพราะพรุ่งนี้ก้อคงมีคนเล่นสงกรานต์กันแล้ว เมื่อตอนบ่ายฝนที่ฉันก้อไม่ทันสังเกตุว่ามันตั้งเค้ามาจากทางไหน มานานเท่าไร แล้วทำไมถึงมาวันนี้ เทกระหน่ำแบบไม่ลืมหูลืมตา ทำให้ฉันแอบคิดเอาเองว่างานสงกรานต์ที่จัดขึ้นที่ที่ทำงานวันนี้คงล่ม ก้อฝนตกรุนแรงแถมฟ้าแลบแปลบปลาบน่ากลัวออกปานนั้น ใครจะมีอารมณ์มาเล่นสงกรานต์สาดน้ำกันอยู่เล่า...แต่ที่ไหนได้ ยังไม่ทันจะคิดต่อก้อมีคนมาตามให้ไปทำหน้าที่(คือวันนี้มีหน้าที่ตามบอสไปสักการะศาลเจ้าที่ต่างๆ ที่ที่ทำงาน)แอบบ่นนิดนึง อะไรกันฝนยังไม่ทันหยุดตกเลยนะ...ตกแรงซะด้วยสิ บ่นไปงั้นแต่ขาก้อซอยยิกๆ คือที่ต้องซอยเพราะทางมันลื่นต้องเอาเล็บจิกๆ รองเท้าไว้ไม่ให้หน้าคว่ำหรือล้มหงายไปให้อายชาวบ้าน นับว่าปีนี้เป็นปีที่แอบเซ็งนิดนึง ก้อดูดิสงกรานต์แท้ๆ ยังโดนบอสดุว่าทำอะไรไม่ได้เรื่อง แหง่ววว ทำไมต้องว่าเจ็บๆ ด้วย ฮือๆๆๆ เริ่มปีไม่ดีเอาเสียเลย แต่นั่นมันก้อเพราะเราเองที่ไม่รอบคอบ ช่างเถอะ - -*
 
แต่หลังจากนั้นก้อเป็นอะไรที่มันส์มากๆ ไม่รู้ว่าปีที่แล้วฉันสนุกอย่างนี้มั้ย จำไม่ได้เสียแล้ว คงไม่ค่อยสนุกมั้งเลยำไม่ได้จำ ปีนี้เล่นสาดน้ำกับเพื่อนๆ และกับจะเรียกอะไรดีกับคนที่ทำงานร่วมกันแต่ไม่ได้เป็นเพื่อนกัน แต่ววว นั่นแหละๆ เข้าใจใช่มั้ยสิ่งที่อยากจะหมายความ ที่จิงการเล่นสาดน้ำมันก้อเดิมๆ เอาน้ำมาสาดใส่กัน แต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมปีนี้มันรู้สึกดีกว่า เพราะเดอะแก๊งค์งั้นหรอ ไม่รู้สิ ฉันก้อแค่รู้สึกว่าการที่ฉันได้ทำตัวบ้าบอ ยิ้ม และหัวเราะกับคนที่เหมือนๆ กัน (ไม่รู้อ่ะนะว่าเหมือนกันตรงไหน) มันสนุกเป็นบ้าเลย
 
วันนี้แอบแกล้งหมอใหม่ด้วย เห็นเดินมาแต่ไกลท่าทางเฉิดฉายและตัวแห้งแกรก...น่าสาด ๆ ๆๆ ๆ  แล้วแผนการสุดบรรเจิดก้อเกิดขึ้น และสุดท้ายหมอใหม่ก้อเปียกสมใจเรา...